บทสรุปเรื่อง ช่วงล่างครับ+++ (UPDATE REVIEW Shock West coast) before&after

<< < (3/7) > >>

tiptai:
ผมนำความรู้เรื่องช่วงล่างมาเพิ่มเติมให้ครับ
ว่าสรุปว่าน่าจะเกิดจากโช๊คครับ
อาการที่ว่ามาคือรถโคลง แล้วลงสะพานแล้วกระแทกคือโช๊คไม่สามารถรองรับการทำงานของปริงได้อยู่ จึงทำให้เกิดอาการเหมือนโช๊คนิ่มเกินไป
แต่ว่ามันเป็นตั้งแต่ซื้อรถมาอย่างนี้เหมือน toyota เอาอะไรมาขายครับ?

แล้วเข้าโค้งหนีจุดศูนย์กลาง ก็อาาจะเกิดที่ว่ารถมีความสูงแล้วก็ส่วนของโช๊ค อ่อนด้วยครับ

แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าถ้าเปลี่ยนปริงแล้วจะมีผลอย่างไร เพราะจากที่ศึกษามาปริงจะทำหน้าที่รับน้ำหนักเท่านั้น ที่เหลือโช๊คเป็นตัวควบคุมครับ

ลองอ่านดูแล้วแสดงความเห็นกันนะครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โช้คอัพ

หน้าที่การทำงานของโช้คอัพ
โช้คอัพ (SHOCK ABSORBERS) มีหน้าที่โดยพื้นฐานคือ เป็นตัวควบคุมการยุบตัว และการยืดตัวของสปริง (COIL SPRING) แหนบ (LEAF SPRING) และสปริงแบบแท่ง (TORTION BAR) ถ้าไม่มีโช้คอัพรถจะเต้นไม่หยุดโช้คอัพ เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งในระบบรองรับของรถยนต์ เพื่อลดแรงกระแทก ที่เกิดจากพื้นผิวของถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งโดยมีหน้าที่พื้นฐานคือ เป็นอุปกรณ์ที่คอยควบคุม การทำงานของสปริงหรือแหนบ โดยเมื่อรถยนต์ได้รับแรงกระแทก เนื่องจากสภาพถนน โช้คอัพจะเป็นตัวหน่วง การเคลื่อนที่ขึ้นและลงของตัวรถยนต์ เพื่อให้รถยนต์ได้รับแรงสะเทือนน้อยที่สุด และควบคุมล้อรถ ให้สัมผัสกับพื้นผิวของถนนขณะรถวิ่ง โช้คอัพของรถยนต์โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุก สปริง หรือ แหนบ จะทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกโช้คอัพ (SHOCK ABSORBERS) คือ อุปกรณ์ที่มีความสำคัญชนิดหนึ่ง อยู่ในระบบรองรับของรถยนต์ เพื่อลดการกระแทก อันเกิดจากพื้นผิวของถนนที่ไม่เรียบ หน้าที่ต่างกัน แต่ ทำงานร่วมกันระหว่างโช้คอัพ กับ สปริงสปริง เป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งในระบบรองรับของรถยนต์ เมื่อมีแรงกดลงมาสปริง จะทำการยุบตัวลง และ ค่อยคืนสภาพเดิม กล่าวคือ เป็นอุปกรณ์รองรับน้ำหนัก และความยืดหยุ่นของรถยนต์ โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของระบบช่วงล่าง คือ เป็นตัวรองรับแรงกระแทก และควบคุมการยึดเกาะถนนของตัวรถยนต์ โช้คอัพ และสปริงต้องทำงานร่วมกัน โดยเมื่อมีแรงกดมายังช่วงล่างสปริงจะทำการยุบตัว และค่อย ๆ ดีดตัวขึ้น ตรงส่วนนี้เอง โช้คอัพจะเข้ามามีส่วนร่วมในการลดแรงดีดตัวของสปริง ทำให้แรงดีดตัวของสปริงมีความหนืดขึ้น ทำให้มีความรู้สึกนุ่มขึ้นของช่วงล่าง ถ้าโช้คอัพสามารถลดแรงดีดตัวของสปริงได้มากเท่าใด ก็แสดงถึง ประสิทธิภาพของโช้คอัพได้มากเท่านั้น
หน้าที่โดยพื้นฐานของโช้คอัพ
ซึ่งเมื่อขณะที่รถยนต์ได้รับแรงกระแทกจากการวิ่งบนถนนที่ไม่เรียบ โช้คอัพจะมีหน้าที่เป็นตัวช่วยหน่วง การเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงของตัวรถยนต์ และยังช่วยควบคุมการเต้นของล้อให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เพื่อให้ล้อของรถยนต์ ได้สัมผัสกับพื้นผิวของถนน ในขณะที่รถแล่นอยู่ตลอดเวลา ให้เกิดความสบายของผู้ขับขี่และให้เกิดการทรงตัวที่ดีที่สุด

ชนิดและวิธีการเลือกซื้อ
โช้คอัพ (SHOCK ABSORBERS) ที่ใช้ในรถยนต์อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นโช้คอัพที่ทำงาน โดยอาศัยการทำงานด้วยระบบน้ำมันไฮดรอลิค (HYDRAULIC OIL) หรือที่เรียกว่า น้ำมันโช้คอัพ โดยบรรจุไว้ ในภาชนะทรงกระบอก และอาศัยแรงดันของลูกสูบอัดให้น้ำมันไฮดรอลิค ที่อยู่ภายในกระบอกไหล ผ่านรูเล็ก ๆ (ORIFICE) ที่อยู่ภายในลูกสูบ โดยที่รูเล็กๆเหล่านี้ จะมีหน้าที่ควบคุม และจำกัดการไหลของน้ำมันไฮดรอลิค ในขณะที่รถวิ่งไปบนทางที่ขรุขระ สปริงหรือแหนบของรถจะมีการยืดตัวและหดตัว ตามจังหวะการสั่นสะเทือนของล้อรถยนต์ ดังนั้นน้ำมันไฮดรอลิคที่ไหลผ่านรูเล็กๆภายในลูกสูบ จึงมีหน้าที่ในการหน่วงเหนี่ยว การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของสปริงและแหนบของรถยนต์

หลักการทำงานทั่วไปของโช้คอัพ
โช้คอัพที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นโช้คอัพที่อาศัยหลักการทำงานด้วยระบบน้ำมันไฮดรอลิค (น้ำมันโช้คอัพ) โดยบรรจุไว้ในภาชนะทรงกระบอก และอาศัยแรงดันของลูกสูบ อัดให้น้ำมันไฮดรอลิคไหลผ่านรูเล็ก ๆ ที่อยู่ในลูกสูบ โดยรูเล็ก ๆ เหล่านี้จะมีหน้าที่ควบคุม และจำกัดการไหลของน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อรถได้รับแรงกระเทือนบนทางที่ขรุขระ สปริงหรือแหนบของรถจะยืด และหดตัวตามจังหวะการสั่นสะเทือนของล้อรถยนต์ ดังนั้นน้ำมันไฮดรอลิคที่ไหลผ่านรูเล็ก ๆ ภายในลูกสูบจึงมีหน้าที่หน่วงเหนียว การดีดตัวอย่างรวดเร็วของสปริง หรือแหนบของรถยนต์

โช้คอัพแบ่งออกตามสื่อการทำงานได้เป็น 2 ชนิดคือ
โช้คอัพรถยนต์ที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้แบ่งตามรูปแบบการทำงานได้ 2 ชนิด คือ

โช้คอัพน้ำมัน โช้คอัพชนิดนี้จะทำงานโดยใช้ น้ำมันไฮดรอลิคเป็นตัวทำงานเพียงอย่างเดียว ดังนั้นโช้คอัพชนิดนี้ในขณะทำงานจะเกิดฟองอากาศ จึงทำให้ขาดช่วงการทำงาน
โช้คอัพแบบแก็ส โช้คอัพชนิดนี้เป็นโช้คอัพน้ำมันไฮดรอลิค แล้วบรรจุแก๊สไนโตรเจนเข้าไปภายในกระบอกโช้คอัพ เพื่อกำจัดฟองอากาศของน้ำมัน ที่เกิดขึ้นภายในโช้คอัพ จึงทำให้โช้คอัพชนิดนี้ทำงานได้อย่างราบเรียบ สม่ำเสมอ

วิธีการตรวจสอบโช้คอัพ
วิธีการตรวจสอบสภาพของโช้คอัพนั้น ผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบได้ดังนี้
ให้สังเกตุที่หน้ายางของรถยนต์ ถ้าโช้คอัพเสียหน้ายางจะสึกเป็นช่วง ๆ โดยรอบ
ให้ใช้มือกดบริเวณด้านบนของบังโคลนทั้งหน้าและหลังหลาย ๆ ครั้ง แล้วปล่อยมือบริเวณที่กด ก็จะมีอาการยืดและหด ถ้ามีอาการเด้งหลาย ๆ ครั้ง แสดงว่าโช้คอัพนั้นชำรุด
ในขณะที่ขับรถผ่านทางที่ขรุขระหรือทางที่เป็นทางลูกระนาด รถจะมีอาการโยนตัว สาเหตุมาจากสปริง หรือแหนบจะยืดและหดตัวอย่างเต็มที่ จนยางกันกระแทก จะกระแทกกับปีกนกตัวบนอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าขณะนี้โช้คอัพไม่มีแรงที่ จะหน่วงการเคลื่อนที่ของสปริงหรือแหนบเพียงพอแล้ว
ให้สังเกตุเวลาขับขี่รถจะมีความรู้สึกว่าควบคุมรถได้ยากมาก นั่นหมายความว่า โช้คอัพไม่สามารถควบคุมการดีดตัวของสปริง หรือแหนบได้ ล้อจะเต้นจนหน้าสัมผัสของยางลอย จากพื้นผิวของถนน อาการเช่นนี้จะเป็นอันตรายอย่างมาก ในขณะขับรถเข้าทางโค้งด้วยความเร็วสูง จะทำให้รถเสียการทรงตัวได้
ให้สังเกตุว่าโช้คอัพมีคราบน้ำมันไหลออกมาหรือไม่ ถ้าหากไม่แน่ใจให้ใช้ผ้าเช็ดแล้วลองตรวจสอบดูอีกครั้ง เพราะคราบน้ำมันนี้อาจจะมาจากสารหล่อลื่น แกนของโช้คอัพก็เป็นไปได้ ถ้าเช็ดแล้วมีคราบน้ำมันอีกก็แสดงว่าโช้คอัพชำรุด
ให้ถอดโช้คอัพออกมาแล้วดึงทดสอบความหนืด โดยถอดจุดยึดด้านล่างของโช้คอัพออกแล้วออกแรงดึง การตรวจสอบโช้คอัพลักษณะนี้ ควรตั้งตัวโช้คอัพให้ตั้งฉากกับพื้น แล้วคอยสังเกตุความหนืดของโช้คอัพ
วิธีง่ายๆในการสังเกตุอาการชำรุดของโช้คอัพ
รถเริ่มโคลง หรือ กระดอนผิดปกติ ขณะขับขี่สูญเสียการควบคุมขณะเข้าโค้ง หรือ เบรก
ดอกยางรถมีลักษณะเป็นบั้ง ไม่เรียบเสมอกัน มีคราบน้ำมันซึมออกข้างกระบอกโช้คอัพ


http://www.pantown.com/content.php?id=11552&name=content3&area=1

ronak:
มาshare ครับ เป็นกระทู้ของ คุณ nai nui  4tunerclub ครับ  กระทู้เก่านานแล้ว ลิ้งค์หายไปแล้วแต่ผมsaveไว้  ซึ่งอาจแตกต่างจากความเข้าใจ เรื่องการทำหน้าที่ของสปริงที่คุณtiptai เข้าใจ   ลองอ่านดูนะครับ

ระบบรองรับ
ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่มันจะทำหน้าที่ร่วมกับยางรถยนต์ เพื่อดูดกลืนอาการสั่นสะเทือนต่างๆ การส่ายและอาการกระแทกที่รถยนต์ได้รับเนื่องจากสภาพของพื้นผิวถนน เพื่อให้ผู้โดยสารและสินค้าที่บรรทุกได้รับความปลอดภัยและทำให้เสถียรภาพในการขับขี่ที่ดี

ระบบรองรับจะมีการถ่ายทอดอาการขับเคลื่อน และแรงเบรกซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากความฝืดระหว่างพื้นผิวถนนและล้อรถ ไปยังระบบช่วงล่างและตัวถังรถยนต์

ระบบรองรับจะทำหน้าที่รองรับตัวถังไว้บนเพลาและรักษาความสัมพันธ์ในเชิงเรขาคณิตระหว่างตัวถังและล้อไว้ให้ถูกต้อง

ระบบรองรับ ประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญดังนี้

1.สปริง ทำหน้าที่รับอาการสั่นสะเทือนหรืออาการกระแทกของตัวรถยนต์ ตามสภาพพื้นผิวถนน

2.โช้คอัพ ทำหน้าที่ดูดซับอาการสั่นสะเทือนของสปริงเพื่อช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

3.เหล็กกันโคลง ทำหน้าที่ช่วยให้รถยนต์มีเสถียรภาพในการทรงตัวที่ดีขึ้นป้องการโยนตัวไปมาในขณะที่รถยนต์วิ่ง

4.ระบบแขนต่อช่วงล่าง ทำหน้าที่จับยึดส่วนต่างๆในระบบรองรับ และควบคุมการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆในแนวดิ่งและแนวขวางของตัวถังและล้อรถยนต์

คุณสมบัติของสปริง

1.การยืดหยุ่น

ถ้ามีแรงไปกระทำต่อวัตถุที่ทำจากวัสดุ เช่นยาง มันจะเกิดแรงเต้น (การบิดเบี้ยว) ขึ้นในวัตถุนั้น เมื่อเอาแรงนั้นออกความเต้นก็จะหายไปและวัตถุนี้จะคืนกลับรูปทรงเดิม

เราเรียกคุณสมบัตินี้ว่า “ความยืดหยุ่น” สปริงของรถยนต์ใช้หลักการความยืดหยุ่นนี้เพื่อรองรับตัวถังและอาการสั่นสะเทือนของรถจากพื้นผิวถนน และทำการสะสมพลังงานหรือแรงกระทำที่ถูกทำให้เกิดขึ้น โดยเกิดการเต้นไว้ชั่วคราว

สปริงโลหะจะสะสมพลังงานนี้โดยการโค้ง งอ ยุบ ยืด และบิดตัว (เช่นในกรณีของ แหนบ สปริงขด หรือทอร์ชั่นบาร์ ดั่งจะกล่าวในตอนต่อๆไป) พลังงานนี้จะถูกปล่อยออกเมื่อสปริงคืนกลับไปสู่สถานะตามปกติ
2.ค่าคงที่ของสปริง

การบิดเบี้ยวของสปริงจะผันแปรเป็นสัดส่วนกับแรงกระทำ (น้ำหนัก) หรือภาระที่กระทำต่อสปริง นั้นคือ
ค่าที่ได้จากการหารแรงกระทำ (w) ด้วยขนาดของความบิดเบี้ยว(a) คือค่าคงที่ (k)

ค่าคงที่ (k) นี้ เรียกว่า ค่าคงที่ของสปริง k = w
a

w = แรงกระทำ หรือน้ำหนัก (ภาระ) เป็น กก.
a = ขนาดของการยุบตัว (การบิดเบี้ยว ) เป็น มม.
k = ค่าคงที่ของสปริง เป็น กก./มม.

ตัวอย่างเช่น เรามีสปริง 2 อัน (สปริง A และ B) ดังรูปข้างล่าง เมื่อเราเอาน้ำหนัก ( ) มีขนาดเท่ากันวางลงบนสปริงแต่ละตัว ขนาดการยุบตัวของสปริง A และ B จะเป็น a และ b ตามลำดับถ้าขนาดการยุบตัวของสปริง B(b) มากกว่าของสปริง A(a) นั้นก็คือค่าคงที่(k1) ของสปริง A จะมากกว่าค่าคงที่(k2) ของสปริงB (k1>k2) นั้นคือถ้าภาระที่กระทำต่อสปริงเท่ากัน สปริงที่มีค่าคงที่ต่ำจะยุบตัวได้มากกว่าสปริงที่มีค่าคงที่สูง สปริงที่มีค่าคงที่ต่ำเรียกว่า “สปริงอ่อน” ในขณะที่สปริงที่มีค่าคงที่สูงเรียกว่า “สปริงแข็ง”

สปริงขด (coil springs)

สปริงขดทำขั้นจากแกนเหล็กสปริงพิเศษขึ้นรูปเป็นขด เมื่อมีภาระไปกระทำต่อขดสปริง แกนทั้งหมดจะบิดตัวไปเป็นการยุบตัวของสปริงโดยวิธีนี้พลังงานจากแรงภายนอกจะถูกสะสม และรองรับการสะเทือนไว้โดยทั่วไปสปริงจะถูกติดตั้งไว้ระหว่างปีกนกตัวล่างหรือเพลาและโครงรถโดยผ่านยางรอง(แผ่นเก็บเสียง)
สปริงแบบทำงานต่อเนื่อง (progressive spring)

คงมีหลายๆท่านที่มักจะได้ยินคำว่า “progressive spring” และก็เกิดข้อสงสัยว่ามันคืออะไร ดั้งนั้นจะขออธิบายง่ายๆดังนี้ครับ ถ้าสปริงขดทำขึ้นจากแกนเหล็กสปริงที่มีความโตเท่ากันการยืดหยุ่นตัวทั้งหมดของสปริงจะเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนกับภาระนี่ก็หมายความว่า ถ้าใช้สปริงอ่อนมันจะไม่แข็งพอที่จะรับภาระ(w)หนักได้ ในขณะที่ถ้าใช้สปริงแข็ง มันจะทำให้การขับขี่ไม่นิ่มนวลเมื่อมีภาระ(w)เบา

แต่ถ้าใช้แกนเหล็กสปริงที่มีการเปลี่ยนแปลง ความโตอย่างสม่ำเสมอดังที่แสดงในรูปข้างล่างปลายของสปริงจะยุบตัว และดูดซับการสั่นสะเทือนไว้ ในทางตรงกันข้ามส่วนกลางของสปริงจะแข็งพอที่จะรับภาระหนักได้


คุณสมบัติของสปริงขด
-อัตราการดูดซับพลังงานต่อหน่วยน้ำหนักจะมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับแหนบ
-สามารถทำให้สปริงมีความนุ่มนวลได้
-ในเมื่อไม่มีความฝืดระหว่างแผ่นเช่นแหนบจึงไม่มีการควบคุมการเต้นด้วยตัวของมันเอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ควบคู่ไปกับโช๊คอัพ
-ในเมื่อไม่มีความต้านทานแรงในแนวขวางจึงจำเป็นต้องมีกลไก ก้านต่อเพื่อรองรับเพลา (เช่น ปีกนก แกนขวาง เป็นต้น)

โช๊คอัพ

เมื่อรถยนต์ได้รับความสั่นสะเทือน จากพื้นผิวถนนสปริงระบบรองรับจะบีบและขยายตัว เพื่อดูดซับแรงสั่นสะเทือนนี้อย่างไรก็ตามเพราะว่าสปริงมีคุณสมบัติในการเต้นต่อเนื่อง และต้องใช้เวลานานกว่าจะหยุดทำให้การขับขี่ไม่สะดวกสบายถ้าไม่มีสิ่งใดมาใช้ในการกั้นการสั่นสะเทือนนี้ นั้นก็คือหน้าที่ของโช๊คอัพ ด้วยเหตุนี้เองโช๊คอัพจึงไม่เพียงแต่จะทำให้การขับขี่จะสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้คุณสมบัติในการเกาะถนนของยางดีขึ้น และทำให้เกิดเสถียรภาพในการบังคับเลี้ยวดีขึ้นด้วยเช่นกัน
แรงต้านทาน

แรงต้านทานที่มีมาก จะต้านทานอาการเคลื่อนที่และการสั่นอย่างรวดเร็วของตัวถังรถก็จริง แต่ก็จะทำให้เกิดการกระตุกกระแทกเนื่องจากผลของแรงต้าน โดยที่การกระแทกจะเป็นผลโดยตรงกับแรงต้าน
แต่แรงต้านของโช๊คอัพจะแปรเปลี่ยนได้โดยเป็นไปตามความเร็วของลูกสูบ (ในโช๊คอัพ) และโช๊คอัพก็มีอยู่หลายแบบซึ่งขึ้นอยู่กับการจะให้ค่าแรงต้านแปรเปลี่ยนอย่างไร

ronak:
เข้าใจว่าคุณtiptai คงได้ลองสปริงของDobinson ด้วย  ไม่ทราบว่าจะลงเบอร์สปริงให้ข้อมูลไว้ด้วยจะขอบคุณมากครับ ไปลองที่ร้านMAN บ้านโป่ง หรือ มาลองที่ กทมกันแน่    ส่วนผมจะแวะไป oxy ใหม่ สัปดาห์หน้า แถวซอยวัชรพล ที่จริงเขาอยากให้ไปสัปดาห์นี้แต่ผมไม่ว่าง  ไม่รู้เขาจะให้ลองขนาดไหน มีกี่เบอร์กันแน่ จะตามไปหาข้อมูลครับ  แล้วมาแชร์กันอีกทีนะครับ

tiptai:
อ้างจาก: ronak ที่ มกราคม 04, 2008, 02:44:32 pm

เข้าใจว่าคุณtiptai คงได้ลองสปริงของDobinson ด้วย  ไม่ทราบว่าจะลงเบอร์สปริงให้ข้อมูลไว้ด้วยจะขอบคุณมากครับ ไปลองที่ร้านMAN บ้านโป่ง หรือ มาลองที่ กทมกันแน่    ส่วนผมจะแวะไป oxy ใหม่ สัปดาห์หน้า แถวซอยวัชรพล ที่จริงเขาอยากให้ไปสัปดาห์นี้แต่ผมไม่ว่าง  ไม่รู้เขาจะให้ลองขนาดไหน มีกี่เบอร์กันแน่ จะตามไปหาข้อมูลครับ  แล้วมาแชร์กันอีกทีนะครับ


ก่อนอื่นขอขอบคุณที่ทุกท่านให้ข้อมูลครับ ไม่งั้นผมคงอาจจะต้องลองผิดลองถูกอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ถึงจะสมบูรณ์

วันนี้ผมไปเปลี่ยนมาเรียบร้อยแล้วครับที่ 345 กลการ
จากการสอบถามทางร้านและตัดสินใจจากข้อมูลที่ค้นหาได้ คือ
ถ้าเปลี่ยนโช๊ค จะทำให้การเกาะถนนดีขึ้น ลงคอสะพานไม่กระแทกเหมือนเก่า
ถ้าเปลี่ยนสปริงด้วย ทำให้เก็บรายละเอียดของรอยต่อถนน และมีความนุ่มนวลมากขึ้น

//REVIEW Shock West coast// before&after  เล็กๆ ครับ
สรุปครับ ผมเลือกเปลี่่ยนแต่โช๊ค ณ ตอนนี้เนื่องจากงบประมาณสูงพอควรครับ
ผลที่ได้หลังจากเสียเงินไปเกือบสองหมื่นบาท โช๊คหน้า 832526 หลัง835104
ฟิวลิ่งในการขึบขี่หลังจากที่เปลี่ยนแล้ว ผมจะสรุปให้ฟังในกรณีดังต่อไปนี้ครับ

1. ขึ้นลงคอสะพาน มีความนื่งมากขึ้นกว่าเดิมคือเมื่อก่อน ลงมาแล้วมันเด้งๆ ยวบ หลังจากเปลี่ยนเวลาลงคอสะพาน มีอาการเหมือนกับช่วงล่างทำงานอย่างเต็มที่ตัวรถลอยอยู่ โดยมีแรงมากระทบต่อตัวรถน้อยมาก รู้สึกว่าโช๊คดันกับถนนมากขึ้นเวลาลงสะพานจึงไม่มีอาการโยน หรือน้อยลงกว่าเดิมมากถ้าลงมาด้วยความเร็ว ร้อยกว่าขึ้นไป

2. เวลาเข้าโค้ง เมื่อก่อนเข้าโค้งที่ความเร็ว 100+ ก็มีเสียวรถจะมีอาการเอียงท้าย หลังจากเปลี่ยนโดยเข้าโค้งเดียวกันนี้ที่ความเร็ว 140 มีความนิ่งและมั่นใจมากขึ้น ตัวรถไม่มีอาการเิอียงแต่อย่างใด ในกรณีที่โค้งกว้าง แล้วถ้าโค้งแคบๆหรือหักมากๆ จะมีอาการรถเอียงนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับท้ายปัดเหมือนก่อนเปลี่ยน

3. สะพานยูเทริน์ เกือกม้า ตัวนี้สำคัญมากก่อนเปลี่ยนเหมือนจะหลุดออกจากสะพาน หลังจากเปลี่ยนแล้วดีขึ้นมากแต่ถ้ามาแรงๆ มีอาการเกือบๆปัดบ้าง

4. เข้าโค้งหักซอก เป็นสามแยกหน้าบ้าน มีหินกรวดอยู่บนถนน ด้วยความเร็ว 40 กม./ชม. ก่อนเปลี่ยน มีอาการท้ายปัดและเหมือนรถจะหมุนถ้าไม่ดึงพวงมาลัยกลับ หลังเปลี่ยนอาการนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนเลี้ยวบนถนนเรียบๆ

5. รูดลงขอบทางต่างระดับ ทางด้านซ้าย ก่อนเปลี่ยนพวงมาลัยมีอาการดึงลงข้างทางเวลาปีนขอบทาง หลังเปลี่ยนอาการดังกล่าวไม่สะเทือนขึ้นมาถึงพวงมาลัย นอกจากว่าต่างระดับมากจริงๆ มีสะเทือนที่ตัวรถบ้าง

6. ตอนเบรค  อาการเบรคแล้วหัวทิ่มหายไปครับ จนทำให้ผมลงจากคอสะพานด้วยความร้อยกว่าแบบไม่รู้สึกและเหมือนเบรคไม่ทำงานแต่จริงๆแล้ว ยังไม่ชิน คือโช๊คมันดันรถให้อยู่ในแนวระดับเดียวกันตลอดเวลา ****ระวังข้อนี้ไว้ด้วยครับ เกือบชนคันหน้าซะแล้วอีกนิดเดียว           

สรุปหลังจากเปลี่ยน
-รถมีอาการเกาะถนนมากขึ้นหรือเรียกกันว่าหนึบขึ้น
-รถกระด้านขึ้นนิดหน่อยเฉพาะด้านหลัง ด้านหน้าดีกว่าเดิม ( เหตุผลนี้ถ้าเปลี่ยนปริงคงจะหายนะครับ แต่งบหมดละครับ อิอิ)

สรุปผลว่าไม่เสียดายเงินที่เปลี่ยนไปเลยเพื่อความปลอดภัยและขับง่ายขึ้น คุ้มค่าครับ

ronak:
ดีใจด้วยครับ คุณtiptai  สรุปว่าตัวหน้า ใส่รุ่น 832526 ไม่ใช่ 832526se   ผมใส่ตัวแรกอยู่ 1ปี ตอนหลังไป ozy เขาเปลี่ยนเป็น se ให้ บอกแต่ว่า match กับ สปริงdobinson มากขึ้น เปลี่ยนใหม่ให้ฟรี ก็เลยไม่เกี่ยงครับ แต่อย่าถามฟิลลิ่ง นะ  ผมเปลี่ยนจนมึน จำอะไรไม่ได้แฮะ สงสัยแก่แล้วจิงๆ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

ตอบ